หลายบริษัทดูดีไปหมด จะรู้ได้อย่างไรว่าบริษัทไหนใกล้เจ้งแล้ว อะไรเป็นตัวบอกเหตุ
อะไรจะดีหรือแย่อยู่ที่ตัวเรา ไม่ใช่สิ่งแวดล้อมภายนอก
บริษัทธนาคารพบภัยพิบัติ แผ่นดินไหวอาคารพังหมด เขาก็เข้าไปเอาเงินมาแล้วทำการตามปกติที่ใหม่ โดยใช้กระดานแผ่นเดียวเป็นโต๊ะทำงาน และเดินต่อจนธนาคารเป็นปกติ
ธนาคารหนึ่งขาดทุนมากจนกระทบเศรษฐกิจประเทศจะผ่านวิกฤติได้อย่างไร เราจะรู้ตัวล่วงหน้าได้อย่างไร
จากการศึกษาข้อมูล บริษัทต่างๆ ในสภาพแวดล้อมเหมือนกัน บริษัทหนึ่งเติบโตขึ้นแต่อีกบริษัทหนึ่งตกต่ำลง เมื่อเวลาผ่านไป
เราอาจแบ่งความพ่ายแพ้ของธุรกิจตามวัฎจักรชีวิตดังนี้
1. เริ่มประสบความสำเร็จ
2. มั่นใจว่าสำเร็จทุกอย่าง
3. เริ่มมองไม่เห็นความเสี่ยง
4. ดิ้นรนหาทางรอด
5. ตายหรือกลายเป็นบริษัทเล็กๆ
ยุค 1
ผยองใส่แรงพยายามมาก มีแรงเฉื่อยจากของเดิมแล้วไม่ทำต่อ หากไม่ทำต่อมีปัญหาแน่ทำอะไรก็สำเร็จลืมว่าต้องมุ่งเน้นว่าสำเร็จได้อย่างไร คิดว่าใช้ได้ทุกอย่าง ไม่อยากเรียนรู้ คิดว่าเราเก่ง ลืมไปว่าเราโชคดี ประมาทไปว่ามีลูกค้ามากๆ จนอหังกา ดูแคลนเอเย่นต์ คิดว่าคู่แข่งด้อยกว่า ละเลยธุรกิจหลักที่เราเก่ง กลยุทธ์ของดีราคาถูก ขายดีแน่นอน เปลี่ยนเป็นไม่มีนายหน้าเป็นแค่คนแนะนำสินค้าให้ลองเล่นได้ หาคนเก่งมากมาแนะนำมาจากฐานเดิมที่เราเก่งแล้วพัฒนา ประสบความสำเร็จ แต่หากทั้งๆ ขว้างๆ ธุรกิจจบแน่ ไม่ว่าจะเป็นสินค้าหลักหรือใหม่
บริษัทหนึ่ง 20 ปี ผ่านมา เหมือนเดิมทุกอย่าง แม้แต่ชุดแต่งกายสุดท้ายเจ้ง ประเด็นคือรักษาของเดิมโดยไม่รู้ความหมายทำไปเพื่ออะไร
ยุค 2
ทำอะไรเกินตัว คิดว่าใหญ่แล้วดี ใหญ่กับยิ่งใหญ่ไม่เหมือนกัน ทำสิ่งที่ไม่เก่งพอ ไม่ชอบงานพอ ลงทุนในสิ่งที่ไม่มีประโยชน์ในการแข่งขัน ทำไม่เหมาะกับวัฒนธรรมองค์กร ไม่ขับเคลื่อนต่อเนื่อง ทำเพื่อสะใจสิ้นเปลือง ลืมวัตถุประสงค์เดิมของบริษัทว่าตั้งขึ้นมาทำไมเติบโตเร็วเกินจนควบคุมไม่ได้
สัดส่วนงานตามภารหน้าที่หลักมีกี่ % เช่นตำแหน่งสำคัญ 20 ตำแหน่ง เก่งพอกี่ % ถ้าน้อยมีปัญหา บริษัทต้องไม่โตเกินกว่าจำนวนคนที่จะหามาดูแลกิจการเหมือนกินข้าวแล้วย่อยไม่ทัน (โตเกินตัว) พอโตเป็นตัว จะหาคนที่เก่งพอมารับไม่ได้ เลยรับคนมาและต้องหาระบบกติการะเบียบมามัด คนเก่งจริงๆ ก็จะลาออก คนพอใช้ก็จะมาแทนในที่สุดก็รักษาธุรกิจไม่ได้
นวัตกรรมมีมากๆ ดี เช่นในบริษัทผลิตยา แต่ต้องรู้ว่ามีมากแล้วเอาไปทำอะไรดี
ธรรมชาติผู้นำถ่อมตนจะยั่งยืนโตได้ ไม่รู้ก็ก็หาผู้รู้ต้อนรับแบบชาวบ้าน ถามว่าซื้ออะไรมา เรียนรู้ตลอด หาทายาทที่สอดคล้องติดดิน บางธุรกิจดีปีเดียวเอาของมีปัญหามาขายปีถัดๆ ไปไม่มีของขายเจ้ง บางบริษัทมีผลิตภัณฑ์ใหม่ทุกๆ ปีครึ่งเน้นนวัตกรรมลืมควบคุมต้นทุนตอบสนองลูกค้าไล่เช้าในที่สุดเจ้ง
บริษัทยา สิทธิบริษัทเริ่มจะหมดอายุ พึ่งมีสินค้าใหม่ที่มีสิทธิบัตรพึ่งได้รับการพิสูจน์ มีผลกระทบข้างเคียงต่อหัวใจ ยอดขายดีมากๆ 2-3 ปี มีคนพิสูจน์ว่ามีผลต่อหัวใจ ตัดสินใจถอนยาออกจากตลาด
ผู้มีอำนาจในอาณาจักรโรมัน ใช้วิธีแนะนำไม่ใช่สั่งบ้านพออยู่ไม่ต้องใหญ่โต เติบโตมาก แต่ล้มในช่วงหลังเพราะทายาทไม่เก่ง บอร์ดธุรกิจอาจหา CEO จากภายในหรือภายนอกที่สอดคล้องกับธุรกิจ ธุรกิจเติบโตได้ต้องเป็นทีมและ CEO คนเดียวทำให้ธุรกิจเจ้งได้
ยุค 3
เริ่มปฎิเสธข้อมูลที่เป็นลบ รับแต่ที่ชอบ ข้อมูลงงๆ ก็จะไม่ยอมรับ เช่น โทษเศรษฐกิจตก คู่แข่งขัน ภัยพิบัติ
ไปทำธุรกิจใหม่ที่ไม่ถนัด ยอมรับความเสี่ยงโดยไม่ลงลึกรายละเอียด เจ้ง ช่วงนี้ธุรกิจยังรุ่งอยู่แต่สูงสุดแล้ว
แนวคิดโทรศัพท์ที่มีปัญหาไม่ครอบคลุม จึงคิดจะผ่านระบบดาวเทียมทั่วโลก ลงทุนมากเท่ากำไรทั้งปี ยุคนั้นเริ่มมีระบบเซลลูล่าร์ตั้งสถานีบนพื้นดินได้ช่วงนั้นจึงไม่จำเป็นต้องผ่านดาวเทียม แต่มีขีดจำกัดว่าต้องหยุดเคลื่อนที่และอยู่นอกอาคารก่อนโทรศัพท์ ตัดสินใจลงทุนหนัก คนไม่นิยมเลยเจ้งเพราะเชื่อมั่นในตัวเอง ใส่แรงพยายามมาก ไม่อยากล้มโครงการ
อุปกรณ์สอนพูด โดยผ่านชิฟ ซึ่งมีหลากหลายเจริญรุ่งเรืองมา 2 ปี โดยมีพื้นฐานการทดลองอย่างดีว่าได้ผลจึงโตมาตลอด
ยานกระสวยอวกาศ มีปัญหาโอลิงมีแต่คุยกันว่าที่อุณหภูมินี้ปลอดภัยหรือเปล่ามีแต่คุยกันไม่ยอมทดสอบก่อนใช้งานแล้วเอาไปใช้งาน ผลยานระเบิด ให้ไปดูกระบวนการตัดสินใจของผู้นำ เช่นเรือรั่วอยู่บนน้ำหรือในน้ำ รูใหญ่รูเล็ก ก็จะตัดสินใจซ่อม การตัดสินใจจะเดินหน้าต่อหรือจะชะลอโครงการอาจจะดีกว่ามีความเสี่ยงถึงขั้นระเบิด
คอมพิวเตอร์ก่งเมนเฟรมแต่แนวโน้มตลาดเป็นแบบตั้งโต๊ะแต่ก็เดินหน้าต่อ ผลคือเจ้ง
ปรับองค์กรหลายๆ ปี แบบตกใจ ลืมว่าเหตุอยู่ไหนในที่สุดเจ้ง
ยุค 4
หาทางรอด หาผู้นำเก่งๆ จากภายนอกมา ทำวัฒนธรรมองค์กร พยายามยึดครองเป็นเจ้าของคนอื่น ทำแบบตื่นตะหนกทำแบบให้มีกิจกรรมทำ ยึดเขามาแล้วบริหารไม่ได้
สิ่งที่พลาดไปคือโตเร็วเกินไปในเวลาสั้นๆ ในการเพิ่มยอดขายแล้วไม่ยั่งยืน ซึ่งขัดกับคนแรกๆ บอกแนวทางไว้ว่าอย่าโตเร็วเกินไปจะหาคนมาทำไม่ได้
ยอดสุภาพสตรีคนเก่ง ดูทันสมัย หนังสือนิตยสารรุมตอมีการพูดถึงแนวทางแต่ไม่ลงละเอียด ปรากฎว่าธุรกิจตกลงอีก
CEO คนใหม่มาแบบชาวบ้านๆ เข้ามาฟังวิเคราะห์สถานกาณ์มาวันแรกมาพูดถึงวิสัยทัศน์ เขาเข้ามาฟังก่อน หาที่ปรึกษาดีๆ มา หาคนเก่งมาปรึกษา มาทำวิสัยทัศน์ ธุรกิจโตขึ้น
เครื่องโรเนียวยิ่งใหญ่มาก เกิดนวัตกรรมใหม่ มีเครื่องถ่ายเอกสารเป็นคู่แข่ง ขายดีจนป้อนไม่ได้ ส่งสินค้าไม่ทันหา CEO มาใหม่ทำ Change ทำ Culture ปรากฎว่าขาดทุนปีเดียวกินกำไรที่ทำมา 50 ปี ล้มเหลวอีกเป็นการแก้และทำแบบพานิคหรือตกใจ ทำสักแต่ว่าทำเหมือนทหารตกใจสักแค่ว่ายิงๆ จนกระสุนหมด
เมื่อมีเหตุการณ์ให้หยุดหายใจลึกๆ ฝึกสติแล้วจะเห็นปัญหาแล้วจะแก้ถูกทาง
ยุค 5
ยุคสุดท้าย หากธุรกิจถึงยุคนี้แล้วโคม่าทางรอดยากสิ้นหวัง หมดทรัพยากรที่จะต่อสู้ หากสู้ต่อก็ต้องคิดให้ดีๆ เพราะสถานะการเงินแย่ หนี้สินมาก ค่าใช้จ่ายภารมาก มูลค่าหุ้นตกต่ำสุดๆ ภาวะนี้ลดจำนวนคนงานให้เหมาะกับงานพอมีกำไรก็ขายบริษัททิ้งไป เลือกเชือดบางธุรกิจ
การประมาทคู่แข่งต่างชาติอาจพลาดพลิง ผู้นำโทษเหตุปัจจัยอื่น เช่นวิกฤติน้ำมัน แรงงานมีปัญหา โทษอื่นๆ หมดกำลังผลิตเหลือก็ขายลดราคา ธุรกิจใหญ่มาก ควบคุมไม่ได้ทั้งที่มีกำลัง
ข้อสังเกต
บางแห่งไม่เรียงตามยุค เวลาก็ไม่แน่นอนอาจไม่กี่ปี ธุรกิจเจ้งจากตัวเองเป็นส่วนใหญ่และส่งผลมาก สภาพแวดล้อมมีผลบ้างไม่มาก ธุรกิจที่สำเร็จต้องเชื่อข้อจริง อย่ามองโลกแง่ดีหรืออยู่ใช้ความเชื่อมั่นนำเท่านั้น
ไม่ว่าจะเกิดขึ้นอย่ายอมแพ้ อย่ายอมจำนนต่อผู้มีอำนาจ อย่ายอมคู่แข่งที่ข่มขู่
ภูมิปัญญาอภิวัฒน์
Budding Wisdom
http://www.budmgt.com/topics/top01/migthy-fall-ngivein.html
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น